2007/Mar/02

Mary Stuart, Queen of Scots,
Queen consort of France
[Dec 8, 1542 - Feb 8, 1587]

"En ma Fin gît mon Commencement..."

III. ปิตุภูมิที่แตกแยก

กลางปี 1561
แมรี่กลับถึงสก็อตแลนด์
ด้วยวัยเพียง 19 ปี
และการศึกษาที่เน้นมาทางด้านศิลปะและการเรือน
คือร้องรำทำเพลง รู้หลายภาษา และงานฝีมือที่ไม่ตกหล่น
แต่เธอไม่ได้เรียนทางด้านการปกครองมาเลย
เพราะไม่ได้คิดมาก่อนว่า จะต้องกลับมาปกครองด้วยตัวเอง

เอนี่เวย์
แมรี่มุ่งมั่นว่า
จะซื้อใจราษฎรและบรรดาขุนนางทั้งหลาย
ด้วยความดีและความน่ารักของเธอเอง
[ออกแนวพจมาน สว่างวงศ์นะค้า]

ช่วงแรกๆของการเป็นราชินีสก็อตแลนด์แบบเต็มขั้น
บรรดาชาวสก็อตทั้งหลาย
ต่างตกหลุมรักราชินีคนใหม่กันเต็มเปา
ด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย
หน้าตางดงาม มีแววเมตตา
และความสูงถึงกว่า 180 เซนต์!
[ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็คงเหมือนอูม่า เธอร์แมน หรือจิเซล]
ใครจะไม่รักได้

นั่นสิ... ใคร?

เอ่อ... จริงๆก็มีอยู่หลายคนค่ะ
ที่ไม่ปลื้มแมรี่
คนแรกก็คือ เจมส์ พี่ชายต่างมารดาของแมรี่
ที่อยู่ดีๆ ก็หล่นตุ้บจากบัลลังก์
ที่เสวยสุขมานานนับปี

อีกคนก็คือ John Knox
ผู้เป็นนักเทศน์และนักปฏิรูปศาสนา
เป็นโปรเทสแตนท์แบบสุดโต่ง
ผู้ที่จงเกลียดจงชังแมรี่แบบสุดตัว
น็อกซ์เที่ยวกรอกหูชาวบ้านว่า
การที่แมรี่แต่งกายแบบฝรั่งเศส
จัดงานเต้นรำ ร้องเต้นเล่นละคร
หรือทำพิธีมิซซา (1) เนี่ย
เป็นบาปหนา เป็นสัญลักษณ์ของซาตาน
เป็น ฯลฯ ที่ความหมายแต่ละอันก็ไม่ได้ดีเล้ยยยย

ยกตัวอย่างเช่น...
สิ่งแรกๆที่แมรี่ทำ
ในฐานะราชินีที่สก็อตแลนด์เนี่ย
คือสั่งให้คนแต่งพระราชวัง Holyrood ซะใหม่
ให้เป็นแบบฝรั่งเศสที่เธอแสนรัก
[ประมาณว่าโฮมซิคอย่างหนัก]
จัดงานเต้นรำสวมหน้ากากไสตล์ฝรั่งเศส
เพื่อรับขวัญ[กันเอง]
ซึ่ง... น็อกซ์ก็มาเทศน์ปาวๆอยู่หน้าวังนั่นแหละ
ว่ามันเลวร้าย บาปหนา จะนำมาสู่หายนะได้แค่ไหน

แมรี่ก็รู้ดีอยู่ว่าน็อกซ์ทำเธอแสบขนาดไหน
แต่ก็พยายามทำใจร่มๆเข้าหา
เธอตั้งใจไว้ว่า จะไม่ยอมให้ความแตกแยกทางศาสนา
กลายมาเป็นเครื่องมือและข้ออ้างให้เหล่าขุนนาง
และไพร่ฟ้าของเธอมาประหัตถ์ประหารกันเอง

ใครใคร่เป็นแคธอลิคแบบเธอก็เป็นไป
ใครใคร่เป็นโปรเทสแตนท์ก็ตามสบาย
ไม่มีการก้าวก่ายกัน ไม่มีการมาห้ำหั่นกัน
โอ้... วีวิลลีฟแฮปปิลี่เอฟเวอร์อาฟเตอร์
[^ เขียนภาษาไทยให้มันอ่านยากเพื่อ?]

เป็นแนวความคิดที่ดี
และแน่นอนว่า... เป็นไปไม่ได้ค่ะ [อ้าว!]
เพราะสมัยนั้น ศาสนาไม่ใช่เป็นแค่เครื่องยึดเหนี่ยวใจ
แต่เป็นสิ่งที่คนใช้ไว้ต่อรองอำนาจทางการเมืองกัน
ประเทศไหนนับถือศาสนาเดียวกัน
ก็มักจะดองกัน เกี่ยวก้อยสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน
ประเทศไหนนับถือศาสนาต่างกัน
วันดีคืนดีก็มาฮึ่มๆกันที่ชายแดน
ประเทศไหนที่ดูแลโป๊ปอยู่
ก็จะเบ่งใส่ชาวบ้านได้มากหน่อย
ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ให้คนอื่นคอยตามต้อยๆได้

และแน่นอนอีกว่า
การพยายามดำเนินนโยบายศาสนา
แบบประนีประนอมของแมรี่
ในสายตาของเหล่าขุนนางสก็อตแล้ว
ไม่แมนอย่างยิ่ง ไม่ไหวๆ
ถือเป็นการแสดงความอ่อนแอแบบผู้หญิงๆออกมา
แมนๆของแท้มันต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ฆ่ากันให้ตายไปข้างนึง
[เออ... เอาเข้าไป]

คะแนนแมรี่ติดลบไปอีกแล้ว

เกมส์การเมืองที่เหล่าขุนนาง
พากันเล่นกับเธอตลอดเวลา
แมรี่ยังไม่ 'ทัน' เลยแม้แต่นิด

เวลาผ่านไป
แมรี่ก็ยังอยู่สก็อตแลนด์อย่างกึ่งตรอมใจ
พยายามติดต่อหาลู่ทางแต่งงานใหม่
เพื่อหนีไปแผ่นดินคาธอลิคอื่นๆ

ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านเกิดที่นี่

เพราะฉะนั้น กิจการงานราชการอะไร
แมรี่ก็ทำแบบแกนๆ
คือ มีอะไรต้องรอที่ปรึกษาก่อน
และที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
พี่เจมส์ พี่ชายต่างมารดาสุดที่รักของเธอเอง

มีงานบ้านการเมืองอะไร
แมรี่ก็จะเรียกหาแต่ "พี่ชาย"

[ถ้านึกถึงเสียงพากย์อึนโซ
จาก Autumn in my heart ประกอบไปด้วย
จะได้อารมณ์ขึ้นอีก 48%]

พี่เจมส์ของแมรี่
ยังช่วยสะกิดให้แมรี่รู้ตัวอีกว่า
ที่แมรี่เอาตราของอังกฤษมาใช้
ตั้งแต่สมัยยังอยู่ฝรั่งเศสเนี่ย
ทำให้อลิซาเบธเคืองขนาดไหน
เพราะถ้าประจบอลิซาเบธดีๆไว้
ดีไม่ได้ อาจจะได้สิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษ
มาเป็นของแถมด้วย

แมรี่เองก็เหมือนจะเริ่มรู้ตัว
ว่าทำอะไรไม่ถูกไม่ควรไปจริงๆ
[อาจจะเพราะฝรั่งเศสเองก็ยอมรับอลิซาเบธแล้ว]
เลยพยายามง้อคุณอาอลิซาเบธเป็นการใหญ่
ด้วยการพยายามเชิญมาเยือนสก็อตแลนด์
ในฐานะพระราชอาคันตุกะ
ซึ่ง... แน่นอนว่า อลิซาเบธปฏิเสธแบบไม่เหลือเยื่อใย

แมรี่ยังไม่ละความพยายาม
จัดการแจ่งตั้งทูตไปเจรจา
ว่าจะขอเป็นทายาทสมบัติเจ้าคุณอาได้มั้ยคะ?

คำตอบจากอลิซาเบธออกมาคลุมเครือ
[อาจจะเพราะต้องผ่านหลายปาก]
บางกระแสก็ว่า คุณอาเซย์โนแบบไม่ไว้หน้า
บางกระแสก็ว่า คุณอาก็ยังมองไม่เห็นใคร
ที่เหมาะสมไปกว่าแมรี่

แต่ที่แน่ๆ อลิซาเบธก็ยังไม่ปลื้มแมรี่อยู่นั่นเอง... จบ

พักจากเรื่องในอังกฤษ
กลับมาเรื่องยุ่งๆ[อีกแล้ว]ในสก็อตแลนด์บ้าง

ระยะนี้ พี่เจมส์และขุนนางใหญ่ๆหลายคน
เกิดไม่กินเส้นขุนนางบ้านนอกห่ามๆคนนึง
ที่ชื่อว่าJames Hepburn, Earl of Bothwell

คุ้นๆชื่อมั้ยคะ?

ใช่แล้วค่ะ
บอธเวลคนนั้นแหละค่ะ

บอธเวลที่เป็นคนจัดการทัพเรือ
พาแมรี่ออกจากฝรั่งเศส
กลับมาสก็อตแลนด์อย่างเรียบร้อยอะค่ะ


James Hepburn, 4th Earl of Bothwell
 

[นอกเรื่อง: เห็นรูปนี้ครั้งแรก
แล้วนึกถึงดาราไทยคนนึง
ชื่ออะไรจำไม่ได้ ที่ชอบเล่นบทตลกๆ
ประมาณเพื่อนหรือรุ่นพี่พระเอกอะค่ะ]

บอธเวลเป็นขุนนางที่เก่งทางบู๊
มีกองทัพของตัวเอง
ที่คอยต่อสู้กันทหารอังกฤษตามแนวตะเข็บชายแดน
เป็นเสือผู้หญิงตัวยง ไปที่ไหน 'ได้' ที่นั่น
นิสัยห่ามๆ ทะลึ่งตึงตัง
ไม่ค่อยไว้หน้าใคร หาเรื่องทะเลาะกับขุนนางผู้ใหญ่ไปทั่ว
แต่... มีข้อดีที่ขุนนางคนอื่นๆไม่ค่อยมีกัน
คือจงรักภักดีต่อราชวงศ์แบบถวายหัวได้เลย

ก่อนหน้านั้น ระหว่างตระเวนอยู่ในยุโรป
บอธเวลไปทำพิธีผูกข้อมือกับสาวผู้ดีชาวนอร์เวย์
ที่อยู่ที่เดนมาร์ค ชื่อ Anna Throndssen
พร้อมกับเอาสินสอด (2) ก้อนเบ้อเริ่มมาใช้อย่างเปรม
ก่อนจะพาแอนนากลับมาสก็อตแลนด์ด้วย
แต่พอได้[เงิน]เค้าแล้ว บอธเวลก็ออกลาย
ทำตัวแย่ๆ [จริงๆควรจะใช้คำที่แรงกว่า 'แย่' ด้วยซ้ำ]
จนแอนนาต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า
หมดตัว กลับบ้านไปเอง

เอนี่เวย์
ด้วยอิทธิพลของพี่เจมส์ ปี 1562
บอธเวลถูกแมรี่สั่งขังลืมไว้ที่ปราสาท Edinburgh
ด้วยข้อหาไปหาเรื่องทะเลาะชาวบ้าน
เผอิญชาวบ้านที่บอธเวลไปทะเลาะด้วย
ดันชื่อ James Hamilton, 2nd Earl of Arran
ลูกพี่ลูกน้องห่างๆกับแมรี่
ผู้ซึ่งเคยเป็นรัชทายาทอันดับสองต่อจากแมรี่ซะด้วย

เล่นกับคนใหญ่คนโตก็แบบเนี้ยแหละ
เหลิมน้อย เอ๊ย! แฮมิลตันก็เลยแท็กทีมกับพี่เจมส์
เอาบอธเวลเข้าคุกแบบขังลืมได้ทันที

งานนี้ บอธเวลคงแอบมีเคืองแมรี่
ว่าเธอคงลืมที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจ
พาเธอกลับบ้านมาได้ปลอดภัยไปแล้วแน่ๆ

แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ
ตอนนั้น แมรี่ฟังแต่พี่เจมส์ของเธอคนเดียวเท่านั้น
และจะว่าไปแล้ว
ขุนนางของสก็อตแลนด์เนี่ย
ถ้ามาแท็กทีมกันแล้ว อาจจะมีกองทัพ
ที่ใหญ่กว่ากองทัพหลวงด้วยซ้ำ
การพยายามเอาใจขุนนางส่วนใหญ่ไว้
ก็เท่ากับเป็นการรักษาบัลลังก์ไว้ให้อยู่ติดก้นตัวเองไปนานๆ

แต่แมรี่ไม่เคยเข้าใจ
ว่าทำไม ตัวเอง ในฐานะประมุขของประเทศ
ถึงต้องมานั่งเอาอกเอาใจขุนนางพวกนี้ด้วย
ที่ฝรั่งเศสของเธอ
อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือกษัตริย์คนเดียว

น่าปวดหัวยิ่งนัก
สมควรไปหาเรื่องร้องรำทำเพลงพักผ่อนดีกว่า
[แล้วไม่นาน บอธเวลก็แหกคุกหนีไป สบายใจเฉิบ]

ระหว่างนั้นเอง
เหล่านางกำนัลต่างกล่าวขวัญถึงนักร้องนักดนตรี
คนใหม่มาแรงประจำวัง
เป็นหนุ่มอิตาเลียนร่างเล็ก แต่เสียงดีถึงใจ

แมรี่ได้ยินกิตติศัพท์
เลยเรียกให้คนพานักดนตรีคนที่ว่าเข้าเฝ้า
เค้าชื่อ David Rizzio ค่ะ


David Rizzio

แมรี่พอใจในความสามารถ
และอัธยาศัยใจคอของเดวิดเป็นอย่างมาก
เลยแต่งตั้งให้เดวิดเลื่อนตำแหน่ง
จากนักดนตรีธรรมดา
มาเป็นเลขาฯส่วนตัวทันที

ตัวละครสำคัญออกมาเกือบครบแล้ว
ตอนต่อไปมีเรื่องสนุกแน่ๆค่ะ

note: 1. พิธีมิซซา หรือ mass
เป็นพิธีของทางคาธอลิคและบางนิกายย่อยเท่านั้น
เท่าที่เข้าใจ โปรเทสแตนท์จะไม่ทำมิซซาค่ะ
2. ประเพณียุโรป
ผู้หญิงเป็นคนจ่ายสินสอดทองหมั้นให้ผู้ชายค่ะ

2007/Feb/14

Mary Stuart, Queen of Scots,
Queen consort of France
[Dec 8, 1542 - Feb 8, 1587]

"En ma Fin gît mon Commencement..."

II. ราชินีสองแผ่นดิน

หลังจากแต่งงานแล้ว
ช่วงปี 1558-1559 เป็นปีที่สำคัญมากของแมรี่
เริ่มตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ปี 1558
Mary I of England ['Bloody Mary']
เสด็จสวรรคตจากโรคมะเร็งที่รังไข่
Elizabeth น้องสาวต่างมารดา
ขึ้นนั่งบัลลังก์อังกฤษต่อทันที

แต่ในสายตาของประเทศคาธอลิคแล้ว
อลิซาเบธเป็น'ลูกนอกกฏหมาย'
[เพราะศาสนจักรไม่ยอมรับการหย่าของเฮนรี่กับภรรยาเก่า]
ไม่ควรได้ขึ้นครองราชย์
ทายาทลำดับถัดมาตามพินัยกรรม
ก็คือหลานๆของน้องสาวของ Henry VIII
ซึ่งก็เป็นโปรเทสแตนท์กันหมด
เพราะฉะนั้น บรรดาประเทศที่นับถือนิกายโรมันคาธอลิค
จึงมองเห็นว่า แมรี่สจ๊วตคนนี้ตะหาก
ที่น่าจะเป็นคนขึ้นครองบัลลังก์อังกฤษสืบต่อไป

ฝรั่งเศสเอง ก็เป็นประเทศคาธอลิค
พระเจ้าอองรีและบรรดาน้าๆตระกูลกีส์
เลย'ยุ'ให้แมรี่เรียกตัวเองว่าราชินีอังกฤษซะเลย
แมรี่เองก็ว่าง่าย ยอมเรียกตัวเองดังว่า
และใช้ตราลัญจกรของอังกฤษคู่กับของสก็อตแลนด์ที่เธอมีด้วย

แน่นอนว่า เรื่องนี้รู้ไปถึงหูอลิซาเบธอย่างรวดเร็ว
และแน่นอนอีกว่า อลิซาเบธโกรธแมรี่เป็นฟืนเป็นไฟ
เพราะถือว่าเป็นการข่มและดูถูกกันอย่างแรง
[เป็นความประทับใจแรกของอลิซาเบธต่อแมรี่
ที่ยากจะลืมเลือน]

เรื่องยุ่งๆยังไม่จบแค่นี้
ปีถัดมา พระเจ้าอองรีประสบอุบัติเหตุ
จากการเล่นทวนบนหลังม้า [jousting]
โดยถูกแทงเข้าที่นัยน์ตา และเสด็จสวรรคตแทบจะทันที
[เรื่องนี้ตรงกับคำทำนายของนอสตราดามุสซะด้วย]

แน่นอนว่า รัชทายาทฟรังซัวส์และแมรี่
ก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อเป็นกษัตริย์และราชินีฝรั่งเศส
แมรี่เองอายุเพิ่งจะย่าง 17
ฟรังซัวส์ยิ่งอายุน้อยกว่า
แน่นอนว่า ทั้งคู่ต้องการที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้
และคนที่แมรี่ไว้ใจ ก็คือบรรดาน้าๆตระกูลกีส์นั่นเอง
สำหรับฟรังซัวส์แล้ว แมรี่ว่าไงก็ว่าตามกัน
ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้สนิท

François II และ Mary Stuart

อำนาจการปกครองของฝรั่งเศส
เลยตกอยู่ในมือตระกูลกีส์แบบเบ็ดเสร็จ
สมใจอยาก

กลางปี 1560 พระนางมารีเดอกีส์เสด็จสวรรคต
[หนังเรื่อง Elizabeth เค้าว่าถูกลอบวางยาโดย Walsingham
แต่นักประวัติศาสตร์ทั่วไป เห็นตรงกันว่า
น่าจะป่วยตายมากกว่า]
ผู้สำเร็จราชการในสก็อตแลนด์แทนแมรี่
กลายเป็น James Stewart, Earl of Moray
ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพี่ชายต่างมารดาของแมรี่เอง


James Stewart, Earl of Moray

เจมส์เองไม่มีสิทธิ์ในบัลลังค์
เพราะตัวเค้าเป็นลูกเมียน้อย
แต่ในใจ เจมส์พยายามตะกายดาว
ที่จะให้ได้อำนาจการปกครองมาเป็นของตัวเอง
[อ้อ... เจมส์เป็นโปรเทสแตนท์ด้วยค่ะ
เหมือนกับขุนนางสก็อตแลนด์สมัยนั้นส่วนใหญ่]

แน่นอนว่า แมรี่เศร้าเสียใจ
กับการจากไปของพระมารดามาก
จนไม่ได้สนใจว่าตอนนี้ใครจะปกครองสก็อตแลนด์
[เข้าทางเจมส์เป๊ะๆ]

แต่เคราะห์กรรมของแมรี่ยังไม่หมดแค่นั้น
ปลายปีเดียวกันนั้นเอง
พระเจ้าฟรังซัวส์เสด็จสวรรคต
เนื่องจากการติดเชื้อในหู
ด้วยวัยเพียง 17 ชันษา

เจอการจากไปของคนอันเป็นที่รัก
ติดๆกันถึงสามคน
แมรี่แทบจะเสียสติทีเดียว
[เจอราหูทับดวงชะตาแน่ๆ
สมควรเอาของดำมาไหว้อย่างยิ่ง]

ทายาทอันดับต่อไป คือ Charles IX
น้องชายของฟรังซัวส์
ผู้ซึ่งรักแมรี่มากเหมือนพี่สาวแท้ๆ
แต่ตอนนั้น ชารลส์เพิ่งจะสิบขวบ
ครองราชย์ด้วยตัวเองไม่ได้เด็ดๆ

แล้วใครจะมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ล่ะ
ถ้าไม่ใช่พระนางแคธรีน พระมารดาแท้ๆของชารลส์

ถึงเวลาเอาคืนของพระนางแคธรีนแล้ว

อำนาจการปกครอง บินออกจากมือตระกูลกีส์อย่างรวดเร็ว
สู่พระหัตถุ์ของพระนางแคธรีน
ผู้ที่ทำตัวเป็นแม่ผัวตัวอย่างได้ดีมาก
คือพยายามกลั่นแกล้งและบีบแมรี่ทุกทาง
ให้แมรี่ไปพ้นๆฝรั่งเศสซะ
ประมาณว่า...วันดีคืนดี ก็เปรยๆว่า
'เธอจะอยู่ฝรั่งเศสนี่ทำไมอีกจ๊ะ?'
'จะอยู่ในตำแหน่งอะไรเอ่ย?'

ฟางเส้นสุดท้าย ก็คือ
การที่พระนางแคธรีนลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษ
ว่าตอนนี้ฝรั่งเศสยอมรับแล้วว่า
อลิซาเบธเป็นราชินีที่ถูกต้องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
ที่ผ่านมา หน้ามืดตามัวไปนิด ขออภัยจ้า
และฝรั่งเศสจะเลิกโอ๋สก็อตแลนด์แล้วด้วย
กำลังทหารที่เคยส่งไปช่วยๆ จะถอนกลับมาให้หมด

แมรี่รับไม่ได้ค่ะ
สุดท้ายก็เลยฝืนใจ
ล่องเรือกลับสู่สก็อตแลนด์
พร้อมกับ the Four Maries เซ็ตเดิม

สู่แผ่นดินเกิดที่จากไปถึง 14 ปี

ภาษาสก็อตที่เคยพูดตอนเด็กๆ
เริ่มกลายเป็นของแปลกหูสำหรับแมรี่
บรรยากาศอึมครึมที่เอดินเบิร์ก
เทียบไม่ได้เลยกับสายลมและแสงแดดที่ปารีส
ไหนจะผู้คนที่หน้าตาเคร่งเครียด ไม่มีสง่าราศี
แต่งตัวตุ่นๆแปลกๆ
ไม่เหมือนที่ฝรั่งเศสซักนิด

แต่นั่นก็ยังเทียบไม่ได้
กับความยุ่งเหยิงในสก็อตแลนด์
ที่รอเธออยู่
และพร้อมจะประทุเป็นเพลิงพินาจได้ทุกเมื่อ

อ้อ... ขุนนางสก็อตแลนด์
ที่รับผิดชอบการเดินทางกลับของแมรี่
ชื่อ James Hepburn, Earl of Bothwell ค่ะ
[มีหลายเจมส์เหลือเกิน
ขอเรียกเค้าว่า 'บอธเวล' ละกันเนอะ]

จำชื่อเค้าไว้ก่อนนะคะ
เดี๋ยวเค้าจะกลับมามีบทบาทมาก
แล้วก็ คุณบอธเวลคนเนี้ยแหละค่ะ
ที่เค้าว่าเป็นบรรพบุรุษของนักแสดงหญิง
ตำนานของฮอลลีวู้ดสองคน
Audrey Hepburn และ Katharine Hepburn ค่ะ

[สองเฮปเบิร์นนี้ ก็เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด
เฉพาะตรงที่มีบอธเวลเป็นบรรพบุรุษเนี่ยแหละค่ะ
เพราะฉะนั้น ถือเป็นญาติที่ห่างกันมากกกกกกกกกก]


edit @ 2007/02/14 06:12:14

2007/Feb/11

Mary Stuart, Queen of Scots,
Queen consort of France
[Dec 8, 1542 - Feb 8, 1587]
"En ma Fin gît mon Commencement..."

I. บทนำ และชีวิตวัยเด็ก

แมรี่ สจ๊วต เป็นผู้หญิงคนแรก
ที่ขึ้นนั่งบัลลังค์สก็อตแลนด์
เป็นพระธิดาของกษัตริย์ James V
และชายาชาวฝรั่งเศส Marie de Guise
ที่เป็นเชื้อสายของสกุล Guise
ที่มีอำนาจในฝรั่งเศส
เป็นรองแค่กษัตริย์เท่านั้น

James V และ Marie de Guise

ตอนแมรี่เกิด เจมส์เสียใจมาก
และปรารภไว้ทำนองว่า
'เห็นทีราชวงศ์สจ๊วตและสก็อตแลนด์
จะจบเห่กันก็ทีนี้'
หลังจากนั้นไม่ถึงอาทิตย์
เจมส์ก็เสด็จสววคต
ทำให้แมรี่ต้องขึ้นครองราชย์ต่อ
ทั้งๆที่อายุแค่ 6 วันนั่นแล
[ไม่ต้องตกใจค่ะ
มีผู้สำเร็จราชการเต็มไปหมด
รวมทั้งพระมารดา พระนางมารีเดอกีส์ด้วย]
สุดท้ายก็ได้จัดพิธีราชินีภิเษก
ตอนแมรี่อายุได้เก้าเดือน

ชีวิตของแมรี่วุ่นวายมาตั้งแต่ตอนเป็นทารก
ยิ่งเป็นผู้หญิงสมัยนั้น ยิ่งลำบาก
เพราะหนึ่งในเรื่องสำคัญของชีวิต คือการแต่งงาน
และตามธรรมดา เจ้าหญิงเจ้าชายสมัยก่อน
จะมีสัญญาการแต่งงานกันตั้งแต่เล็กๆ

Henry VIII of England

ตอนนั้น สก็อตแลนด์กับอังกฤษฮึ่มๆกันอยู่
กษัตริย์ Henry VIII ของอังกฤษ
จ้องจะงาบสก็อตแลนด์มานานแล้ว
พอเจ้าหญิงแมรี่เกิด เฮนรี่ก็เลยได้ที
พยายามจะสู่ขอแมรี่ให้ลูกชายของตัวเอง Edward

Edward VI of England

ท้าวความนิดนึง ว่าจริงๆแล้ว
แมรี่ก็มีศักดิ์เป็นหลานของเฮนรี่
เพราะพี่สาวของเฮนรี่ ชื่อ Margaret
แต่งเข้าราชวงศ์สก็อตไป
มาร์กเร็ตมีลูกชาย ซึ่งก็คือกษัตริย์เจมส์ที่ห้า
พระบิดาของเจ้าหญิงแมรี่นั่นเอง
เพราะฉะนั้น นับๆดูแล้ว
เอ็ดเวิร์ด[และพี่สาวที่จะขึ้นเป็น Elizabeth I]
ก็มีศักดิ์เป็นอาห่างๆของแมรี่เอง
[สมัยนั้นญาติๆแต่งงานกันเป็นเรื่องปกติค่ะ
ตราบใดที่ไม่ใช่พ่อกับลูก
หรือพี่กับน้องที่คลานตามกันมา
เพื่ออำนาจทางการเมืองแล้วก็โอเค หยวนๆ ]

แต่เอาเข้าจริง
พระนางมารีเดอกีส์และสภาก็สกัดดาวรุ่ง
ไม่ยอมปล่อยให้มีสัญญาการแต่งงานของแมรี่กับเอ็ดเวิร์ด
เพราะคงทรงรู้สึกแหม่งๆกับพวกอังกฤษ
ตอนนั้นชื่อเสียงของเฮนรี่ในสายตากษัตริย์อื่นๆ
ก็ย่ำแย่เต็มทน
เพราะเฮนรี่เป็นคนบ้าอำนาจ ใจโหดเหี้ยม
ประหารภรรยาตัวเองไปสองคน
โดยที่คนนึงไม่มีความผิด1 หย่าไปอีกสอง
เพียงแค่อยากได้ลูกชาย
สั่งประหารคนไปอีกเป็นเบือ
แถมวันดีคืนดีก็ยกทัพ
มาเฉียดชายแดนสก็อตแลนด์เล่นๆด้วย

ในตัวสัญญาเองก็มีข้อผูกมัดแหม่งๆ เช่น
'ถ้าแต่งงานแล้ว เกิดแมรี่ตายไปโดยยังไม่มีลูก
สก็อตแลนด์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษทันที'

สัญญาแบบนี้
คงไม่มีแม่ที่ไหนยอมปล่อยลูกให้เข้าปากเสือแน่

อังกฤษกับสก็อตแลนด์ก็เลยยังคงรบกันต่อไป
ยิ่งนานวันเข้า อังกฤษยิ่งส่งกำลังทหาร
มาประชิดพรมแดนมากขึ้น

แมรี่เป็นเด็กที่ฉลาด น่ารัก จิตใจอ่อนโยน
พร้อมที่จะร้องไห้เวลาที่เห็นคนที่เธอรักเศร้าเสียใจ
แต่ใจร้อน ไม่สามารถรอให้สิ่งที่ดีๆเข้ามาหาเธอตามเวลาได้
แต่เธอจะออกไปต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาด้วยตัวเอง

พระนางมารีเองก็รับรู้นิสัยของแมรี่
ด้วยความเป็นห่วงและกลัดกลุ้มอย่างยิ่ง
เพราะการเป็นผู้หญิงในสมัยนั้น
แล้วต้องปกครองข้าราชบริพารผู้ชาย
ก็เป็นเรื่องที่ลำบากอยู่แล้ว
แล้วผู้หญิงที่ผู้ญิ้งงง... ผู้หญิง แบบแมรี่
จะสามารถมาเป็นหงส์เหนือมังกรได้อย่างไร?

สุดท้าย พอแมรี่อายุได้ห้าขวบ
กษัตริย์ Henri II แห่งฝรั่งเศส
ก็ยื่นข้อเสนอให้แมรี่มาแต่งงานกับลูกชายของพระองค์
ที่อายุน้อยกว่าแมรี่ปีนึง ชื่อ Francois
ที่เป็นรัชทายาทอยู่
ให้มาอยู่ที่ฝรั่งเศสกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย
แล้วฝรั่งเศสจะดูแลสก็อตแลนด์เอง
ไม่ให้กองทัพอังกฤษมาทำเก๋าใส่บ่อยได้อีกต่อไป



Henri II of France
พระนางมารีตอบตกลง
แล้วรีบเตรียมการให้แมรี่ขึ้นเรือไปฝรั่งเศสทันที
พร้อมกับนางสนองพระโอษฐ์ตัวเปี๊ยกสี่คน
หรือ "The Four Maries" อันโด่งดัง
ล่องเรือหลบทัพเรืออังกฤษ
ไปถึงฝรั่งเศสเรียบร้อย

Francois, Duke of Guise

ที่ฝรั่งเศส แมรี่ได้พบกับว่าที่สามี
ว่าที่น้องๆสามี และญาติๆตระกูล Guise
ที่สำคัญได้แก่ คุณน้า Francois, Duke of Guise
และ Charles, Cardinal of Lorraine
ผู้ซึ่งมาต้อนรับแมรี่อย่างอบอุ่น
พลางมองเห็นแมรี่เป็นหมากทางการเมืองตัวสำคัญ
ที่จะทำให้อำนาจการปกครองฝรั่งเศสในอนาคต
ขึ้นอยู่ในมือตระกูล Guise แบบเบ็ดเสร็จ


Charles de Guise, Cardinal of Lorraine

พระเจ้าอังรีที่สองเสด็จมาทักทายแมรี่ด้วยพระองค์เอง
พร้อมกับสนมลับ [ที่จริงๆก็ไม่ลับเท่าไหร่]
Diane de Poitiers
ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้ใจมานานตั้งแต่ยังทรงเป็นวัยรุ่น
เป็นที่ปรึกษาข้อราชการ
ถึงขนาดลงลายเซ็นต์คู่กับพระองค์
ในหนังสือราชการอยู่บ่อยๆ

Diane de Poitiers

แมรี่ในวัยหกขวบนิดๆ
ที่ไม่เคยได้รับความรักจาก 'พ่อ'
รักทั้งคุณน้าตระกูลกีส์
และพระเจ้าอองรีกับดิแอนอย่างเต็มหัวใจ

ว่าแต่... พระราชินีไปไหน?

เป็นเวลาหลายวันทีเดียว
กว่าแมรี่จะได้พบกับราชินีฝรั่งเศส
Catherine de' Medici
ผู้ซึ่งเป็นพระมารดาของ Francois
คู่หมั้นตัวกระเปี๊ยกของเธอเอง

Catherine de' Medici
พระนางแคธรีนในตอนนั้น
ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในการว่าราชการเลย
แถมไม่ใช่คนสวย ไม่มีราศีราชินีเลยด้วย
[อย่างที่เห็นในภาพ]
นอกจากมงกุฎราชินีแล้ว เธอก็ไม่เหลืออะไรเลย
แต่กลับเป็นดิแอน ที่คนทั้งวังรู้สึกว่า
นี่ต่างหาก ราชินีตัวจริง

แคธรีนไม่ชอบแมรี่ตั้งแต่แรกพบ
ด้วยเหตุผลอะไรก็สุดจะเดาได้
[อาจจะเป็นเรื่องแบบแม่ผัว-ลูกสะใภ้ก็ได้]
แต่ตอนนั้นแมรี่ไม่สนใจ
เพราะเธอได้รับความรักความเอ็นดู
จากทั้งพระเจ้าอองรี ดิแอน
แถมยังตระกูลกีส์ที่ยิ่งใหญ่อีก

ทำไมจะต้องไปสนใจราชินีที่ไม่มีอำนาจ
[แถมไม่สวยด้วย]ล่ะ?

เวลาผ่านไป แมรี่ได้รับการศึกษาอย่างดี
เชี่ยวชาญในภาษาฝรั่งเศส ละติน อิตาเลียน สเปน และ กรีก
รักดนตรี และงานฝีมือทั้งหลาย
ที่สำคัญ เธอเป็นคาธอลิคที่ศรัทธาอย่างแรงกล้า

Mary Stuart, age 12-13

ด้วยอุปนิสัยที่อ่อนโยน มีเมตตากรุณา
ประกอบกับหน้าตาที่สะสวย
ถึงขนาดมีคนว่าสวยที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว
ทำให้แมรี่เป็นที่รักของทุกๆคนที่ฝรั่งเศส
ตั้งแต่น้าๆตระกูลกีส์
พระเจ้าอองรี ดิแอน
รัชทายาทฟรังซัวส์ว่าที่สามี
อลิซาเบธน้องว่าที่สามี
และเพื่อนๆลูกขุนนางชั้นสูง
ที่เรียนหนังสือด้วยกันมา

มีแต่พระนางแคธรีนเท่านั้น
ที่แมรี่ยังไม่สามารถซื้อใจได้

สุดท้าย ด้วยอิทธิพลของตระกูลกีส์
แมรี่ก็ได้แต่งงานกับรัชทายาทฟรังซัวส์
ตั้งแต่ตอนอายุ 16 และ 15 ปีตามลำดับ

จบภาคแรกตรงนี้ดีกว่าค่ะ
ภาคต่อไปจะตามมา[หวังว่า]เร็วๆนี้ค่ะ
note: 1. เรื่องเต็มๆอยู่ในตอน Henry, Anne Boleyn และ Catherine of Aragon
ตั้งแต่สมัยไดฮับ ถ้าว่างๆจะอัพใหม่ให้อ่านกันค่ะ

edit @ 2007/02/11 06:47:58
edit @ 2007/02/11 06:50:06