Mary Stuart, Queen of Scots,
Queen consort of France
[Dec 8, 1542 - Feb 8, 1587]
"En ma Fin gît mon Commencement..."
III. ปิตุภูมิที่แตกแยก
กลางปี 1561
แมรี่กลับถึงสก็อตแลนด์
ด้วยวัยเพียง 19 ปี
และการศึกษาที่เน้นมาทางด้านศิลปะและการเรือน
คือร้องรำทำเพลง รู้หลายภาษา และงานฝีมือที่ไม่ตกหล่น
แต่เธอไม่ได้เรียนทางด้านการปกครองมาเลย
เพราะไม่ได้คิดมาก่อนว่า จะต้องกลับมาปกครองด้วยตัวเอง
เอนี่เวย์
แมรี่มุ่งมั่นว่า
จะซื้อใจราษฎรและบรรดาขุนนางทั้งหลาย
ด้วยความดีและความน่ารักของเธอเอง
[ออกแนวพจมาน สว่างวงศ์นะค้า]
ช่วงแรกๆของการเป็นราชินีสก็อตแลนด์แบบเต็มขั้น
บรรดาชาวสก็อตทั้งหลาย
ต่างตกหลุมรักราชินีคนใหม่กันเต็มเปา
ด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย
หน้าตางดงาม มีแววเมตตา
และความสูงถึงกว่า 180 เซนต์!
[ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็คงเหมือนอูม่า เธอร์แมน หรือจิเซล]
ใครจะไม่รักได้
นั่นสิ... ใคร?
เอ่อ... จริงๆก็มีอยู่หลายคนค่ะ
ที่ไม่ปลื้มแมรี่
คนแรกก็คือ เจมส์ พี่ชายต่างมารดาของแมรี่
ที่อยู่ดีๆ ก็หล่นตุ้บจากบัลลังก์
ที่เสวยสุขมานานนับปี
อีกคนก็คือ John Knox
ผู้เป็นนักเทศน์และนักปฏิรูปศาสนา
เป็นโปรเทสแตนท์แบบสุดโต่ง
ผู้ที่จงเกลียดจงชังแมรี่แบบสุดตัว
น็อกซ์เที่ยวกรอกหูชาวบ้านว่า
การที่แมรี่แต่งกายแบบฝรั่งเศส
จัดงานเต้นรำ ร้องเต้นเล่นละคร
หรือทำพิธีมิซซา (1) เนี่ย
เป็นบาปหนา เป็นสัญลักษณ์ของซาตาน
เป็น ฯลฯ ที่ความหมายแต่ละอันก็ไม่ได้ดีเล้ยยยย
ยกตัวอย่างเช่น...
สิ่งแรกๆที่แมรี่ทำ
ในฐานะราชินีที่สก็อตแลนด์เนี่ย
คือสั่งให้คนแต่งพระราชวัง Holyrood ซะใหม่
ให้เป็นแบบฝรั่งเศสที่เธอแสนรัก
[ประมาณว่าโฮมซิคอย่างหนัก]
จัดงานเต้นรำสวมหน้ากากไสตล์ฝรั่งเศส
เพื่อรับขวัญ[กันเอง]
ซึ่ง... น็อกซ์ก็มาเทศน์ปาวๆอยู่หน้าวังนั่นแหละ
ว่ามันเลวร้าย บาปหนา จะนำมาสู่หายนะได้แค่ไหน
แมรี่ก็รู้ดีอยู่ว่าน็อกซ์ทำเธอแสบขนาดไหน
แต่ก็พยายามทำใจร่มๆเข้าหา
เธอตั้งใจไว้ว่า จะไม่ยอมให้ความแตกแยกทางศาสนา
กลายมาเป็นเครื่องมือและข้ออ้างให้เหล่าขุนนาง
และไพร่ฟ้าของเธอมาประหัตถ์ประหารกันเอง
ใครใคร่เป็นแคธอลิคแบบเธอก็เป็นไป
ใครใคร่เป็นโปรเทสแตนท์ก็ตามสบาย
ไม่มีการก้าวก่ายกัน ไม่มีการมาห้ำหั่นกัน
โอ้... วีวิลลีฟแฮปปิลี่เอฟเวอร์อาฟเตอร์
[^ เขียนภาษาไทยให้มันอ่านยากเพื่อ?]
เป็นแนวความคิดที่ดี
และแน่นอนว่า... เป็นไปไม่ได้ค่ะ [อ้าว!]
เพราะสมัยนั้น ศาสนาไม่ใช่เป็นแค่เครื่องยึดเหนี่ยวใจ
แต่เป็นสิ่งที่คนใช้ไว้ต่อรองอำนาจทางการเมืองกัน
ประเทศไหนนับถือศาสนาเดียวกัน
ก็มักจะดองกัน เกี่ยวก้อยสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน
ประเทศไหนนับถือศาสนาต่างกัน
วันดีคืนดีก็มาฮึ่มๆกันที่ชายแดน
ประเทศไหนที่ดูแลโป๊ปอยู่
ก็จะเบ่งใส่ชาวบ้านได้มากหน่อย
ทำตัวเป็นพี่ใหญ่ให้คนอื่นคอยตามต้อยๆได้
และแน่นอนอีกว่า
การพยายามดำเนินนโยบายศาสนา
แบบประนีประนอมของแมรี่
ในสายตาของเหล่าขุนนางสก็อตแล้ว
ไม่แมนอย่างยิ่ง ไม่ไหวๆ
ถือเป็นการแสดงความอ่อนแอแบบผู้หญิงๆออกมา
แมนๆของแท้มันต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ฆ่ากันให้ตายไปข้างนึง
[เออ... เอาเข้าไป]
คะแนนแมรี่ติดลบไปอีกแล้ว
เกมส์การเมืองที่เหล่าขุนนาง
พากันเล่นกับเธอตลอดเวลา
แมรี่ยังไม่ 'ทัน' เลยแม้แต่นิด
เวลาผ่านไป
แมรี่ก็ยังอยู่สก็อตแลนด์อย่างกึ่งตรอมใจ
พยายามติดต่อหาลู่ทางแต่งงานใหม่
เพื่อหนีไปแผ่นดินคาธอลิคอื่นๆ
ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านเกิดที่นี่
เพราะฉะนั้น กิจการงานราชการอะไร
แมรี่ก็ทำแบบแกนๆ
คือ มีอะไรต้องรอที่ปรึกษาก่อน
และที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
พี่เจมส์ พี่ชายต่างมารดาสุดที่รักของเธอเอง
มีงานบ้านการเมืองอะไร
แมรี่ก็จะเรียกหาแต่ "พี่ชาย"
[ถ้านึกถึงเสียงพากย์อึนโซ
จาก Autumn in my heart ประกอบไปด้วย
จะได้อารมณ์ขึ้นอีก 48%]
พี่เจมส์ของแมรี่
ยังช่วยสะกิดให้แมรี่รู้ตัวอีกว่า
ที่แมรี่เอาตราของอังกฤษมาใช้
ตั้งแต่สมัยยังอยู่ฝรั่งเศสเนี่ย
ทำให้อลิซาเบธเคืองขนาดไหน
เพราะถ้าประจบอลิซาเบธดีๆไว้
ดีไม่ได้ อาจจะได้สิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษ
มาเป็นของแถมด้วย
แมรี่เองก็เหมือนจะเริ่มรู้ตัว
ว่าทำอะไรไม่ถูกไม่ควรไปจริงๆ
[อาจจะเพราะฝรั่งเศสเองก็ยอมรับอลิซาเบธแล้ว]
เลยพยายามง้อคุณอาอลิซาเบธเป็นการใหญ่
ด้วยการพยายามเชิญมาเยือนสก็อตแลนด์
ในฐานะพระราชอาคันตุกะ
ซึ่ง... แน่นอนว่า อลิซาเบธปฏิเสธแบบไม่เหลือเยื่อใย
แมรี่ยังไม่ละความพยายาม
จัดการแจ่งตั้งทูตไปเจรจา
ว่าจะขอเป็นทายาทสมบัติเจ้าคุณอาได้มั้ยคะ?
คำตอบจากอลิซาเบธออกมาคลุมเครือ
[อาจจะเพราะต้องผ่านหลายปาก]
บางกระแสก็ว่า คุณอาเซย์โนแบบไม่ไว้หน้า
บางกระแสก็ว่า คุณอาก็ยังมองไม่เห็นใคร
ที่เหมาะสมไปกว่าแมรี่
แต่ที่แน่ๆ อลิซาเบธก็ยังไม่ปลื้มแมรี่อยู่นั่นเอง... จบ
พักจากเรื่องในอังกฤษ
กลับมาเรื่องยุ่งๆ[อีกแล้ว]ในสก็อตแลนด์บ้าง
ระยะนี้ พี่เจมส์และขุนนางใหญ่ๆหลายคน
เกิดไม่กินเส้นขุนนางบ้านนอกห่ามๆคนนึง
ที่ชื่อว่าJames Hepburn, Earl of Bothwell
คุ้นๆชื่อมั้ยคะ?
ใช่แล้วค่ะ
บอธเวลคนนั้นแหละค่ะ
บอธเวลที่เป็นคนจัดการทัพเรือ
พาแมรี่ออกจากฝรั่งเศส
กลับมาสก็อตแลนด์อย่างเรียบร้อยอะค่ะ
James Hepburn, 4th Earl of Bothwell
[นอกเรื่อง: เห็นรูปนี้ครั้งแรก
แล้วนึกถึงดาราไทยคนนึง
ชื่ออะไรจำไม่ได้ ที่ชอบเล่นบทตลกๆ
ประมาณเพื่อนหรือรุ่นพี่พระเอกอะค่ะ]
บอธเวลเป็นขุนนางที่เก่งทางบู๊
มีกองทัพของตัวเอง
ที่คอยต่อสู้กันทหารอังกฤษตามแนวตะเข็บชายแดน
เป็นเสือผู้หญิงตัวยง ไปที่ไหน 'ได้' ที่นั่น
นิสัยห่ามๆ ทะลึ่งตึงตัง
ไม่ค่อยไว้หน้าใคร หาเรื่องทะเลาะกับขุนนางผู้ใหญ่ไปทั่ว
แต่... มีข้อดีที่ขุนนางคนอื่นๆไม่ค่อยมีกัน
คือจงรักภักดีต่อราชวงศ์แบบถวายหัวได้เลย
ก่อนหน้านั้น ระหว่างตระเวนอยู่ในยุโรป
บอธเวลไปทำพิธีผูกข้อมือกับสาวผู้ดีชาวนอร์เวย์
ที่อยู่ที่เดนมาร์ค ชื่อ Anna Throndssen
พร้อมกับเอาสินสอด (2) ก้อนเบ้อเริ่มมาใช้อย่างเปรม
ก่อนจะพาแอนนากลับมาสก็อตแลนด์ด้วย
แต่พอได้[เงิน]เค้าแล้ว บอธเวลก็ออกลาย
ทำตัวแย่ๆ [จริงๆควรจะใช้คำที่แรงกว่า 'แย่' ด้วยซ้ำ]
จนแอนนาต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า
หมดตัว กลับบ้านไปเอง
เอนี่เวย์
ด้วยอิทธิพลของพี่เจมส์ ปี 1562
บอธเวลถูกแมรี่สั่งขังลืมไว้ที่ปราสาท Edinburgh
ด้วยข้อหาไปหาเรื่องทะเลาะชาวบ้าน
เผอิญชาวบ้านที่บอธเวลไปทะเลาะด้วย
ดันชื่อ James Hamilton, 2nd Earl of Arran
ลูกพี่ลูกน้องห่างๆกับแมรี่
ผู้ซึ่งเคยเป็นรัชทายาทอันดับสองต่อจากแมรี่ซะด้วย
เล่นกับคนใหญ่คนโตก็แบบเนี้ยแหละ
เหลิมน้อย เอ๊ย! แฮมิลตันก็เลยแท็กทีมกับพี่เจมส์
เอาบอธเวลเข้าคุกแบบขังลืมได้ทันที
งานนี้ บอธเวลคงแอบมีเคืองแมรี่
ว่าเธอคงลืมที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจ
พาเธอกลับบ้านมาได้ปลอดภัยไปแล้วแน่ๆ
แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ
ตอนนั้น แมรี่ฟังแต่พี่เจมส์ของเธอคนเดียวเท่านั้น
และจะว่าไปแล้ว
ขุนนางของสก็อตแลนด์เนี่ย
ถ้ามาแท็กทีมกันแล้ว อาจจะมีกองทัพ
ที่ใหญ่กว่ากองทัพหลวงด้วยซ้ำ
การพยายามเอาใจขุนนางส่วนใหญ่ไว้
ก็เท่ากับเป็นการรักษาบัลลังก์ไว้ให้อยู่ติดก้นตัวเองไปนานๆ
แต่แมรี่ไม่เคยเข้าใจ
ว่าทำไม ตัวเอง ในฐานะประมุขของประเทศ
ถึงต้องมานั่งเอาอกเอาใจขุนนางพวกนี้ด้วย
ที่ฝรั่งเศสของเธอ
อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือกษัตริย์คนเดียว
น่าปวดหัวยิ่งนัก
สมควรไปหาเรื่องร้องรำทำเพลงพักผ่อนดีกว่า
[แล้วไม่นาน บอธเวลก็แหกคุกหนีไป สบายใจเฉิบ]
ระหว่างนั้นเอง
เหล่านางกำนัลต่างกล่าวขวัญถึงนักร้องนักดนตรี
คนใหม่มาแรงประจำวัง
เป็นหนุ่มอิตาเลียนร่างเล็ก แต่เสียงดีถึงใจ
แมรี่ได้ยินกิตติศัพท์
เลยเรียกให้คนพานักดนตรีคนที่ว่าเข้าเฝ้า
เค้าชื่อ David Rizzio ค่ะ

David Rizzio
แมรี่พอใจในความสามารถ
และอัธยาศัยใจคอของเดวิดเป็นอย่างมาก
เลยแต่งตั้งให้เดวิดเลื่อนตำแหน่ง
จากนักดนตรีธรรมดา
มาเป็นเลขาฯส่วนตัวทันที
ตัวละครสำคัญออกมาเกือบครบแล้ว
ตอนต่อไปมีเรื่องสนุกแน่ๆค่ะ
note: 1. พิธีมิซซา หรือ mass
เป็นพิธีของทางคาธอลิคและบางนิกายย่อยเท่านั้น
เท่าที่เข้าใจ โปรเทสแตนท์จะไม่ทำมิซซาค่ะ
2. ประเพณียุโรป
ผู้หญิงเป็นคนจ่ายสินสอดทองหมั้นให้ผู้ชายค่ะ









